กองทุนหุ้นไทยมาแรง ผลตอบแทนเพิ่มถ้วนหน้า โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์

บทความโดย

กิตติคุณ ธนรัตนพัฒนกิจ

มอร์นิ่ง สตาร์ ไทยแลนด์

 

     ตลาดหุ้นไทยได้ผ่านมา 9 เดือนดัชนี SET Index ให้ผลตอบแทนกว่า 26.67% สูงเป็นอันดับ 2 ของโลก โดยเป็นรองเพียงตลาดหุ้นของตุรกี 28.26% เท่านั้น กองทุนรวมก็โดดเด่นไม่แพ้กัน โดยทุกประเภทสินทรัพย์สามารถทำผลตอบแทนเฉลี่ยเป็นบวกทั้งหมดในไตรมาส 3 นี้

     อีกไฮไลต์หนึ่งที่สำคัญประจำไตรมาส 3 ที่ผ่านมาคงหนีไม่พ้น มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเชิงปริมาณครั้งที่ 3 (QE3) ของสหรัฐฯ ที่ได้ประกาศออกมาตามความคาดหมายในช่วงปลายไตรมาส 3 ซึ่งแน่นอนว่าได้ส่งผลดีต่อตลาดในภาพรวมทั้งในแง่ของเงินทุนที่ไหลเข้ามาสู่ตลาด รวมถึงหลายสินทรัพย์ที่ได้รับผลดีจากการออกมาตรการนี้ เช่น ทองคำ หุ้น ตราสารหนี้ เป็นต้น

     ในส่วนของตราสารหนี้ ถึงแม้ดูจะเป็นสินทรัพย์ที่ถูกพูดถึงน้อยในช่วงปีที่ผ่านมา แต่ตราสารหนี้ก็ยังคงสร้างผลตอบแทนได้ดีเมื่อเปรียบเทียบกับความเสี่ยง โดยเฉพาะอย่างยิ่งตราสารหนี้ในกลุ่มประเทศเกิดใหม่ โดยดัชนี JP Morgan EMBI Global สามารถทำผลตอบแทนได้สูงถึง 14.7% ซึ่งมากกว่าหุ้นบางดัชนีด้วยซ้ำไป อีกทั้งเมื่อดูย้อนหลัง 5 ปีก็ยังสามารถทำผลตอบแทนได้ดีเช่นกันที่เฉลี่ยกว่าปีละ 10% ดังนั้น นักลงทุนอย่าเพิ่งมองข้ามการลงทุนตราสารหนี้ไป ขณะที่ตราสารหนี้ในประเทศไทยก็ยังคงให้ผลตอบแทนที่ไม่มากนักเมื่อเปรียบเทียบกับการลงทุนในต่างประเทศ

     ขณะที่ทองคำและน้ำมัน หลังจากที่ราคาทรงๆ มาตลอดช่วงครึ่งปีแรก ทองคำกลับมาแรงอีกครั้งในช่วงไตรมาส 3 ที่ผ่านมา โดยดัชนี London Fix Gold AM ปรับตัวสูงกว่า 13% ซึ่งสูงกว่าหุ้นด้วยซ้ำไป โดยส่วนหนึ่งน่าจะเป็นผลมาจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเชิงปริมาณครั้งที่ 3 (QE3) ของสหรัฐฯ น้ำมันก็เช่นกันปรับตัวขึ้นสูงกว่า 14% อีกครั้ง หลังจากที่ติดลบอย่างหนักในช่วงไตรมาส 2 แต่โดยรวมทั้งปีก็ยังคงติดลบอยู่ที่ประมาณ -6%

     สำหรับอุตสาหกรรมกองทุนรวมโดยรวมยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยมูลค่าทรัพย์สินสุทธิอยู่ที่ประมาณ 2.4 ล้านล้านบาท แต่หลักๆ ก็ยังคงเติบโตจากกองทุนรวมตราสารหนี้ประเภท Term Fund ซึ่งยังคงได้รับความนิยมจากผู้ลงทุนอย่างต่อเนื่อง โดย ณ ปัจจุบันกองทุน Term Fund อายุ 6 เดือนจะให้ผลตอบแทนเฉลี่ยอยู่ที่ 2-3% ต่อปี

     โดยกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ก็เป็นกองทุนอีกประเภทหนึ่งที่กลับมาได้รับความนิยมอีกครั้งในปีนี้ โดยมีออกมาแล้วทั้งสิ้น 5 กองทุน และสามารถระดมทุนได้สูงถึงกว่า 32,000 ล้านบาท อีกทั้งหลายกองทุนนอกจากจะให้ผลตอบแทนในรูปแบบของเงินปันผลที่ดีแล้วก็ยังสามารถทำผลตอบแทนในแบบ Capital Gain ได้สูงเช่นกัน โดยสูงสุดได้ถึง 78% แต่ปัญหาที่สำคัญของกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ก็ยังคงเป็นเรื่องสภาพคล่องซึ่งหลายกองทุนยังมีไม่มากนัก ซึ่งนักลงทุนที่สนใจลงทุนก็อยากให้ระมัดระวังตรงจุดนี้ไว้ด้วย

     อย่างไรก็ตามไตรมาส 3 ที่ผ่านมานับเป็นไตรมาสที่ดีอย่างมากของกองทุน โดยผลตอบแทนเฉลี่ยของกองทุนทุกประเภทเป็นบวกทั้งหมด โดดเด่นที่สุดคงหนีไม่พ้นกองทุนหุ้นในประเทศไทย โดยกองทุนหุ้นขนาดกลางและเล็กทำผลตอบแทนได้ดีกว่าที่เฉลี่ย 13.02% (ทั้งปีสร้างผลตอบแทนเฉลี่ยกว่า 32.69%) ขณะที่กองทุนหุ้นขนาดใหญ่ทำได้เฉลี่ย 9.88% (ทั้งปีเฉลี่ย 27.69%)

     ส่วนกองทุนที่ลงทุนในต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็น Global Equity เฉลี่ย 4.77% Emerging Market Equity เฉลี่ย 5.12% และ Asia Pacific ex-Japan Equity เฉลี่ย 4.1% ต่างก็สามารถทำผลตอบแทนได้ดีตามสภาวะตลาดที่ปรับตัวขึ้น กลุ่มตราสารหนี้ต่างประเทศก็ยังทำผลตอบแทนได้ดีอย่างต่อเนื่อง ทั้งกลุ่ม Global Bond ที่ทำผลตอบแทนเฉลี่ย 2.94% ส่วนกลุ่มตราสารหนี้ในตลาดเกิดใหม่ (Emerging Market Bond) ทำผลตอบแทนเฉลี่ยได้ถึง 4.18% ขณะที่กลุ่มตราสารหนี้ในประเทศทำผลตอบแทนได้ไม่สูงมากนักที่เฉลี่ยเกือบ 1% ในทุกกลุ่ม สุดท้ายคือกลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์ทั้งกองทุนที่ลงทุนในทองคำและกองทุนน้ำมัน หลังจากที่นิ่งมาตลอดช่วงครึ่งแรกของปีก็กลับมาทำผลตอบแทนได้ดีอีกครั้งในไตรมาส 3 นี้ โดยกองทุนที่ลงทุนในทองคำทำผลตอบแทนได้เฉลี่ย 10.63% ขณะที่กองทุนน้ำมันได้เฉลี่ย 5.61% แต่เฉลี่ยทั้งปียังคงติดลบอยู่ที่ 10.47%

     ส่วน บลจ.ก็พยายามออกกองทุนเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ลงทุนอยู่เรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นกองทุนรวมที่ลงทุนในต่างประเทศ ทั้งลงทุนในอเมริกา และจีน ซึ่งในไตรมาส 3 ที่ผ่านมานี้มีออกมาหลายกองทุนเหมือนกัน อีกทั้งเริ่มมีการนำรูปแบบการออกกองทุนแบบ Share Class มานำเสนอให้ผู้ลงทุนไทยด้วยเช่นกัน ความหมายก็คือ กองทุนที่มีนโยบายเดียว พอร์ตการลงทุนเดียว แต่มีลักษณะการจ่ายผลตอบแทนตามประเภทของกองทุน เช่น ชนิดสะสมมูลค่า, ชนิดจ่ายเงินปันผล และชนิดรับซื้อคืนหน่วยลงทุนอัตโนมัติ รวมทั้งยังสามารถใช้แบ่งประเภทของนักลงทุนอีกด้วย เช่น ผู้ลงทุนรายย่อย ผู้ลงทุนสถาบัน ซึ่งทั้งหมดนี้ก็เพื่อตอบสนองความต้องการที่แตกต่างของผู้ลงทุนนั่นเอง

     ทั้งนี้ Trigger Fund หลังจากที่ออกกันมาในช่วงไตรมาส 2 ของปี ไตรมาส 3 นี้ก็เริ่มเบาลงโดยมีออกมาทั้งสิ้นเพียง 3 กองทุน มูลค่าทรัพย์สินสุทธิประมาณ 600 ล้านบาท ขณะที่กองที่ออกมาในไตรมาส 2 ก็สามารถทำผลตอบแทนได้ตามเป้าหมายและทยอยปิดกันไปเป็นส่วนใหญ่โดยยังคงเหลือเพียงแค่ไม่กี่กองเท่านั้น อย่างไรก็ตาม ถ้าสังเกตให้ดีจะเห็นได้ว่าหากนักลงทุนลงทุนในกองทุนหุ้นแบบปกติ ไม่ว่าจะเป็นหุ้นขนาดใหญ่หรือเล็กก็ตาม ผู้ลงทุนมีโอกาสได้รับผลตอบแทนเฉลี่ยสูงถึง 9% และ 13% ในช่วงไตรมาส 3 ตามลำดับ หรือถ้าถือต่ออาจได้ผลตอบแทนที่มากกว่า ขณะที่ Trigger Fund จะแคปไว้ที่ประมาณ 7-8% เท่านั้นเอง

     ส่วน Fund Flow ส่วนที่อยากจะเน้นเป็นพิเศษเห็นจะเป็น Fund Flow ของกองทุนทั้ง LTF และ RMF ที่ยังคงนิ่งๆ อยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง LTF ที่ยังคงไหลออกสุทธิอย่างต่อเนื่อง ไหลออกสุทธิอย่างต่อเนื่อง 3 ไตรมาสติดต่อกันโดยรวมกว่า 21,000 ล้านบาท ส่วน RMF ก็ยังดีที่เริ่มเห็นเงินไหลกลับเข้ามาลงทุนบ้างประมาณ 500 ล้านบาทในไตรมาสที่ 3 นี้แต่ก็ยังถือว่าน้อยเมื่อเปรียบเทียบกับไตรมาส 3 เมื่อปีที่แล้ว ดังนั้น ถ้าลองดูจากสถิติในอดีตย้อนหลัง 3 ปีที่ผ่านมา คาดการณ์ว่าไตรมาส 4 นี้น่าจะมี Fund Flow ไหลเข้ามากองทุนทั้ง 2 ประเภทนี้รวมเกือบ 30,000 หมื่นล้านบาท ซึ่งถ้าตลาดหุ้นยังคงเป็นเช่นนี้คาดว่าเงินลงทุนส่วนใหญ่น่าจะไหลไปที่กองทุน LTF ประเภท 70/30 ส่วน RMF คาดว่าคงเป็นประเภทที่เน้นลงทุนในตราสารหนี้เช่นเดิม ตัวเลขของ Fund Flow ที่เป็นเช่นนี้ยังคงตอกย้ำลักษณะการลงทุนของผู้ลงทุนไทยที่ยังคงนิยมลงทุนแบบครั้งเดียว (Lump sum Investment) ในช่วงปลายปีเช่นเดิม

 

ที่มาของบทความ - http://www.manager.co.th/MutualFund/ViewNews.aspxωNewsID=9550000129767

 

 

 


บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน แอสเซท พลัส จำกัด บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กสิกรไทย จำกัด บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน เอ็มเอฟซี จำกัด (มหาชน) บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน อเบอร์ดีน จำกัด บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ยูโอบี (ไทย) จำกัด บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กรุงศรี จำกัด บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม บัวหลวง จำกัด บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ทหารไทย จำกัด บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ธนชาต จำกัด บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม ฟิลลิป จำกัด บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ทิสโก้ จำกัด บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม วรรณ จำกัด บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กรุงไทย จำกัด (มหาชน) บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ไทยพาณิชย์ จำกัด บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน แมนูไลฟ์ (ประเทศไทย) จำกัด บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ซีไอเอ็มบี-พรินซิเพิล จำกัด บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ฟินันซ่า จำกัด บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน เกียรตินาคิน จำกัด